การทำ Subnetting คือการแบ่งแยกเครือข่าย(Network) ออกเป็นเครือข่ายย่อยๆ(Sub Network) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการวางระบบเครือข่ายภายในองค์กร เพราะทำให้องค์กรสามารถบริหารจัดการหมายเลข IPv4 สำหรับใช้ในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การทำ Subnetting จากหมายเลข Network แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ
1.Variable Length Subnet Mask (VLSM) คือการแบ่งเครือข่ายหลัก ออกเป็นเครือข่ายย่อย ที่แต่ละเครือข่ายย่อยจะมีจำนวน Host ที่ใช้หมายเลขไอพีไม่เท่ากัน ข้อดีของวิธีนี้คือ ช่วยประหยัดหมายเลข IP Address ที่ใช้ในองค์กรได้เป็นอย่างดี แต่ข้อเสียคือการแบ่งแบบนี้ในแต่ละแผนก จะทำการเพิ่มหรือขยายหมายเลขไอพีในแต่ละเครือข่ายย่อย จะทำได้ยาก
2.Fixed Length Subnet Mask (FLSM) วิธีนี้จะแบ่งเครือข่าย ออกเป็นเครือข่ายย่อย โดยที่แต่ละเครือข่ายย่อยนั้น จะมีจำนวน Host ที่ใช้หมายเลข IP เท่าๆกัน ข้อดีของวิธีนี้คือการเพิ่มขยายหมายเลข IP ที่ Host ใช้ในแต่ละ Sub Network สามารถทำได้ง่าย รองรับการเพิ่มขยายตัวของ Host ในแต่ละเครือข่ายย่อยได้ในอนาคต
ในวันนี้เราจะมาสอนหลักการ แบ่งแยกเครือข่ายออกเป็นเครือข่ายย่อย ด้วยวิธี Fixed Length Subnet Mask (FLSM) กัน
Fixed Length Subnet Mask (FLSM)
วิธีนี้จะเริ่มจากกาาร
1.ระบุหมายเลข Network Address ที่ได้รับมาในองค์กร และกำหนดว่า ต้องการแบ่งออกเป็นเครือข่ายย่อย(Sub Network) จำนวนกี่เครือข่าย เช่น 4 หรือ 5 เครือข่ายย่อย
2.แปลงเลข IPv4 Network Address ที่ได้รับมาออกเป็นเลขฐาน 2 ทั้งหมด 32 บิต
3.กำหนดจำนวนบิตที่จะยืม(Lease Bit) โดยบิตที่จะยืมมาใช้ จะต้องมากกว่าบิตในส่วนของ Network Portion ออกมา โดยบิตที่จะยืมมาใช้ในส่วนนี้ให้พิจารณาจาก จำนวนเครือข่ายย่อยที่ต้องการ เช่น ต้องการแบ่ง Network ออกเป็น 2 เครือข่ายย่อย ให้ใช้แค่ 1 บิตออกมา, ถ้าต้องการ 4 เครือข่ายย่อย ให้ใช้ 2 เป็นต้น
4.หาหมายเลขเครือข่าย(Network Address) ของแต่ละเครือข่ายย่อย พร้อมทั้ง Subnet Mask ของแต่ละเครือข่ายย่อย
5.หาหมายเลข Broadcast Address, เลขเครือข่ายแรกและเลขเครือข่ายสุดท้ายที่ใช้ได้ของแต่ละเครือข่าย
……………………..
เพื่อให้เห็นภาพ เรามาดูตัวอย่างจริงกันเลย
โจทย์สมมุติหมายเลข IPv4 192.168.1.0/24 และให้แบ่งเครือข่ายนี้ ออกเป็นเคือข่ายย่อย 4 เครือข่าย(Subnet)
กรณีเช่นนี้ ให้เราแปลงจากเลขฐาน 10 ออกมาเป็นเลขฐาน 2
192.168.1.0/24 ->11000000.10101000.10000000.00000000
จากนั้นพิจารณาว่า เราต้องการแบ่งเครื่อข่ายหลักออกเป็นเครือข่ายย่อย 4 เครือข่าย ดังนั้นเราต้องยืม 2 บิตของส่วนโฮส(Host part) จากส่วนบิตที่มีนัยสำคัญสูงสุด ซึ่งจะทำให้เราสามารถมีได้ 4 เครือข่ายย่อยคือ 00 01 10 11 ตามนี้ ผมจะใช้การวงเล็บเพื่อแสดงส่วนบิตที่ยืมออกมาจากส่วนของโฮส
11000000.10101000.10000000.(00)000000
ดังนั้นเครือข่ายย่อย ที่มีทั้งหมดจำนวน 4 เครือข่ายคือ
เครือข่ายที่ 1: 11000000.10101000.10000000.(00)000000 จากนั้นแปลงเป็นเลขฐาน 10ได้ดังนี้ 192.168.1.0/26
เครือข่ายที่ 2: 11000000.10101000.10000000.(01)000000 แปลงเป็นเลขฐาน 10ได้ 192.168.1.64/26
เครือข่ายที่ 3: 11000000.10101000.10000000.(10)000000 แปลงเป็นเลขฐาน 10ได้ 192.168.1.128/26
เครือข่ายที่ 4: 11000000.10101000.10000000.(11)000000 แปลงเป็นเลขฐาน 10ได้ 192.168.1.192/26
ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนที่ 4 แล้วของขั้นตอนที่ได้แนะนำไปข้างบน ในตอนนี้เราได้ Network Address ของแต่ละเครือข่ายย่อยแล้ว จากนั้นให้เราหาหา Broadcast Address ของแต่ละเครือข่ายย่อย โดยการแทนบิตส่วนโฮสเป็น 1 ทั้งหมด จากนั้นแปลงกลับเป็นเลขฐาน 10 ในตัวอย่างนี้เราจะ ยกตัวอย่างจากเครือข่ายย่อยที่ 1 เท่านั้น
เครือข่ายที่ 1: 11000000.10101000.10000000.(00)000000 -> 11000000.10101000.10000000.(00)111111 -> แปลงกลับเป็นเลขฐาน 10 ได้เป็น 192.168.1.63/26 นี่คือ Broadcast Address ของเครือข่ายที่ 1
-First Usable Address คือเลข ต่อจาก Network Address คือ 192.168.1.1/26
-Last Usable Address คือเลข ก่อน Broadcast Address คือ 192.168.1.62/26
-Subnet Mask คือ 11111111.11111111.11111111.11000000
หมายเหตุ: Subnet Mask คือเลขที่ใช้บ่งบอกว่า ส่วนไหนคือส่วนของ Network Part (แทนด้วย 1 ในเลขฐาน2) ส่วนไหนคือส่วนของ Host part (แทนด้วยเลข 0 ในเลขฐาน 2)
จากนั้นเราก็ทำเช่นนี้ ในทุกๆเครือข่ายย่อย